อิสราเอล-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลงนามสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ หลังทรัมป์ช่วยคุย

, , Comments Off on อิสราเอล-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลงนามสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ หลังทรัมป์ช่วยคุย

อิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตกลงทำสนธิสัญญาสันติภาพฉบับประวัติศาสตร์ระหว่างกัน ซึ่งสนธิสัญญาดังกล่าวมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ช่วยเจรจาให้เกิดขึ้นได้

สนธิสัญญาสันติภาพฉบับนี้จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศกลับมามีความสัมพันธ์ทางการทูตแบบปกติกันได้ในอนาคต

นายทรัมป์ ยังโพสต์ลงทวิตเตอร์ด้วยว่า ความสำเร็จครั้งใหญ่วันนี้! ความตกลงสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเพื่อน 2 ชาติของเรา อิสราเอล และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์!

เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงประจำสำนักประธานาธิบดี (ทำเนียบขาว) คนหนึ่ง เผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า อิสราเอลระบุในสนธิสัญญาดังกล่าวว่าจะระงับการผนวกเอาพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน หรือที่รู้จักกันว่า “เวสต์แบงก์” เป็นพื้นที่ภายใต้อธิปไตยของตนเอาไว้ก่อน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นปมขัดแย้งปมหนึ่งระหว่างอิสราเอลและประเทศต่างๆ ในโลกอาหรับ

ไม่ใช่แค่นั้น เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายคน ยังพูดตรงกันว่า สนธิสัญญาสันติภาพนี้เป็นผลลัพธ์จากการที่อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหรัฐ ที่พูดคุยกันมาอย่างยาวนาน แต่ก็เพิ่งมีการเร่งเจรจาให้เกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้

ส่วนการตกลงของทั้ง 3 ฝ่ายนี้เกิดขึ้นระหว่างการโทรศัพท์คุยกันของนายทรัมป์ นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด มกุฎราชกุมาร แห่งรัฐอาบูดาบี

ด้านนายเนทันยาฮู ก็แชร์โพสต์ (รีทวีต) โพสต์ของนายทรัมป์ ลงในทวิตเตอร์ของตัวเอง และระบุว่า “วันประวัติศาสตร์” พร้อมติดธงชาติอิสราเอล

สนธิสัญญาสันติภาพนี้ถือเป็นความตกลงชิ้นแรกระหว่างอิสราเอลกับประเทศโลกมุสลิมในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตามหลังสนธิสัญญาที่อิสราเอลทำกับจอร์แดน ที่อยู่ติดกัน เมื่อปี 2537

ไม่ใช่แค่นั้น สนธิสัญญาฉบับนี้ยังถือเป็นความสำเร็จด้านนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบัน ที่มีนายทรัมป์ เป็นผู้นำ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายคน ยังบอกอีกว่า นายแจเรด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาระดับสูงของนายทรัมป์, นายเดวิด ฟรีด์แมน เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอิสราเอล และนายเอฟวี เบอร์โควิตซ์ ตัวแทนของสหรัฐประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง มีส่วนอย่างมากต่อการเจรจาสนธิสัญญานี้ เรื่อยไปจนถึงนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายโรเบิร์ต โอเบรียน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาว